The End of The Dream 2013 Live in Bangkok

posted on 07 Feb 2013 11:27 by jhloveproject in Talk directory Entertainment
The End of The Dream 2013 Live in Bangkok
 
ถึงฝันนี้จะจบลง แต่เราก็ยังเริ่มฝันใหม่ได้ต่อไป
 
 photo tumblr_mhqh96vwrm1qgpqixo7_1280_zps98fce077.jpg
 
ในที่สุดก็ถึงวันที่รอคอยเสียที หลังจากเฝ้ารอมาอย่างเนิ่นนาน Foot in mouth ตั้งแต่ Luna Sea ประกาศแยกวงตั้งแต่ 2000 ก็รู้สึกเหมือนทุกอย่างมันเป็นความฝันจริงๆ คือได้แต่ฝันว่าเขาจะมาทัวร์เมืองไทยสักครั้ง (จะมายังไงก็แยกวงแล้ว Foot in mouth)
 
แล้วพอปี 2007 ที่มีการกลับมารวมตัวเพื่อเล่นไลฟ์ ก็รู้สึกหัวใจชุ่มชื้นขึ้นนิดหน่อย ที่ได้เห็น J , Inoran , Ryuichi , Shinya , Sugizo กลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้ง แต่สุดท้ายพวกเขาก็แยกย้ายกันไปทำงานของใครของมันอีกอยู่ดี

 
จนประมาณปี 2010 ที่มีการตั้งทัวร์ REBOOT ตอนนั้นก็รู้สึกกระตือรือร้นถึงความฝันครั้งเก่าขึ้นมาอีกครั้ง แต่ทัวร์นั้นพวกเขาก็ไม่ได้เลือกประเทศไทย ในการมาทัวร์ 

 
จนประมาณปลายปี 2011 และต้นปี 2012 ประเทศไทยมีการพาวงร็อคแถวหน้าของญี่ปุ่น ที่ไม่เคยสักครั้งจะมาเล่นคอนเสิร์ตในเมืองไทย มาให้คนไทยได้ชมกัน  พอหลังจบคอนเสิร์ตของ L'Arc en Ciel ก็เริ่มมีกระแสว่า วงต่อไปที่จะมาคือ LUNA SEA 

 
บอกตรงๆ ตอนนั้นที่ได้ยิน คำแรกที่พูดออกมาคือ "จะบ้าเหรอ? อยู่ดีๆ จะมาได้ไง เขายังไม่มีการตั้งทัวร์เลย" ก็เก็บคำพูดของเพื่อนที่บอกว่า LUNA จะมาเอาไว้ตลอด ประมาณว่า "ถ้าไม่มานะ กุจะจิกหัวตบมิง 555+" 
 
 
จนพอกลางๆ ปี 2012 เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของ LUNA SEA ที่ประกาศตั้งทัวร์ The End of the Dream และเริ่มต้นทัวร์ในประเทศก่อน และที่สำคัญคือมีการประกาศ ASIA TOUR 2013 4 ประเทศคือ Taiwan , Hongkong, Thailand , Singapore  
 
 
อารมณ์ตอนนั้น บอกตรงๆ ว่า ไม่ได้ดีใจ สติแตก เป็นบ้าเป็นหลัง แต่เหมือน "เออ ในที่สุดก็มาสักที เพื่อนกุรอดไม่โดนจิกหัวตบแล้ว 555+"
 
 
 photo tumblr_mhqh96vwrm1qgpqixo3_1280_zpsf5094e6d.jpg
ภาพจากงานแถลงข่าว @ W Bangkok
 
 
แล้วหลังจากเฝ้ารอผังที่นั่งและกำหนดวันขายตั๋ว ที่ไม่ได้มีการ presale เหมือนของลาร์คกับ X ตอนนั้นก็พยายามวางแผนทุกอย่างจะทำยังไงดีน้า~ ถึงจะได้ตั๋วหน้าสุดมา จึงได้ฝากเพื่อนรักคนหนึ่งไปจัดการ ซึ่งนางก็สอยที่หน้าสุด แถว A โซน A1 มาได้จริงๆ (ขอบคุณมากเพื่อน)
 
 
หลังจากรู้ว่าตัวเองได้ที่นั่งดีที่สุด ก็เริ่มวางแผนการคร่าวๆ ล่วงหน้า ว่าอยากจะทำอะไรบ้าง ให้เป็นที่ประทับใจ ความคิดแรกที่แว่บเข้ามาในหัวเลยคือ "ป้ายไฟ" ซึ่งเป็นของเล่นของเมืองไทยบ้านเรา ทุกคอนเสิร์ตของศิลปินในประเทศไทย แทบจะมีป้ายไฟทุกคอนฯ 
 
 photo J_light_zps5cc44b79.jpg
 
 
ดังนั้นวัฒนธรรมการเล่นป้ายไฟในคอนเสิีร์ตของบ้านเรา เป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นเขาไม่ค่อยจะทำกัน ดังนั้นก็เลยตัดสินใจ สั่งทำป้ายไฟชื่อ "J" ดีกว่า 555+ ก็สั่งตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค. อ่ะนะ  ตอนแรกที่คิดทำป้าย ก็นึกอยากทำ 5 ป้ายเลย เพราะว่าเราไปกับเพื่อนรวมพอดี 5 คน ถือคนละชือ แต่พอเช็คราคาค่าป้ายแล้ว Foot in mouth ขืนทำ 5 ชื่อ มีหวังหมดตัวแน่ (ป้ายขนาด A4 ราคา 500 บาท)
 
 
ช่วงที่รอเวลาให้ถึงวันแสดง บอกตรงๆ แทบไม่ได้อัพเดทอะไรเกี่ยวกับลูน่าใส่หัวเท่าไหร่ ก็ดูข่าวจากใน FB เป็นส่วนใหญ่ แต่ใจมันไปสนใจอย่างอื่นมากกว่า  จนพอเวลากระชั้นเข้ามาทุกที สิ้นเดือน ม.ค. ก็เริ่มลนลานขึ้น เสื้อผ้า หน้าผม ช้านจะเอายังไงดีเนี่ยยยยยย~ (เงินเดือนออก 30 ม.ค. หลังจากนั้นแทบจะออกช้อปปิ้งทุกวัน 555+) 
 
 
พอถึงวันอาทิตย์ที่ 3 ก.พ. คือวันที่ LUNA จะเดินทางมาประเทศไทย ตอนแรกเราก็กะจะไปรอดูโนะที่ CTW อย่างเดียว แต่เพื่อนคนหนึ่งก็ชวนให้ไปรับที่สนามบิน เราก็ตกลงว่าจะไปสนามบิน แต่เพื่อนอีกคนดันบอกให้ไปดักรอโรงแรม แล้วก็สลับกันไปมาอย่างงี้ ไม่รู้จะไปที่ไหนดี จนเราเกือบจะรำคาญจนไม่ออกมา แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจ ไปรอที่โรงแรมก็ได้ฟระ!! ก็นัดเพื่อนไว้ 4 คน เราไปถึงตรงแถวโรงแรมประมาณ บ่ายสามโมงกว่าๆ หลังจากนั่งรอเพื่อน และพากันเคลื่อนตัวไปที่โรงแรม ก็ประมาณ 4 โมงเย็น หลังจากเช็คสถานะว่าเครื่องแลนดิ้งเรียบร้อยแล้ว
 
 
และแน่นอนว่าเราเข้าไปนั่งในโรงแรม ในฐานะลูกค้า เพราะเราสั่งอาหาร และนั่งรอที่ล็อบบี้เงียบๆ ผ่านไปนานเกือบ 5 โมงเย็น จนเราคิดว่า หรือกุมาผิดโรงแรมฟระ!! ก็มีรถตู้ 3 คันแล่นเข้ามา และแน่นอนว่าเป็น LUNA SEA แน่ๆ ซึ่งตอนที่พวกเรานั่งรอ ไม่มีใครคนอืนมาเลย แต่ก่อนรถตู้มาถึงเล็กน้อย ก็มีแฟนเพลงคนอื่นตามเข้ามา 
 
 
ริวอิจิ คือคนที่เดินเข้ามาคนแรก พร้อมกับตรงเข้าไปที่ฟรอนท์เพื่อเช็คอินทันที ต่อมาคือ ชินยะ กับพี่เจ ซึ่งเราก็ตกใจนิดหน่อย เหมือนทำตัวไม่ถูก แต่คนที่มารอก็ไม่มีใครเข้าไปยื้อยุด ถึงเนื้อถึงตัวศิลปิน จะมีแค่หยิบกล้อง หยิบโทรศัพท์มาถ่ายนี่แหละ 
 
 
ซึ่งตอนนั้นพี่เจก็หันมายิ้ม พวกเราก็เลยโบกมือทักทายเขาไป รอจนพวกเขาขึ้นห้องกันหมด เราเลยตามไปสมทบกับเพื่อนที่ CTW เพื่อดูอิโนะที่ ร้าน Music Concept ต่อ
 
 
พอถึงวันที่ 5 วันที่รอคอยมาอย่างยาวนาน เราไปถึงหน้างานประมาณ 4 โมงเย็น ก็นั่งรอเพื่อนมาจนครบ และเมื่อประตูเปิด เห็นที่นั่งของตัวเองแล้ว โอ้โห!! แหล่มสุดๆๆๆ 
 
 
พอสัญญาณว่าคอนกำลังจะเริ่มและศิลปินเริ่มเดินออกมาเตรียมตัว เราก็เปิดป้ายไฟของเราทันที 555+ (มีเพื่อนทำอีกป้ายด้วย บังคับมัน) ตอนแรกพี่เจก็ยังก้มๆ เงยๆ เช็คเบส ของตัวเอง เพื่อดูความพร้อม แต่เราก็จ้องหน้าเขาตลอด พอพี่เจแหงะหน้ามาเห็นป้ายไฟเราเท่านั้นแหละ!! 
 
 photo 522158_482414885127530_200191175_n_zps48e956de.jpg
 
พี่เจแกดูตกใจเล็กน้อย ประมาณอึ้ง ไม่เคยเจอ 55555555+ แล้วก็กระตุกยิ้มมุมปากแบบปลื้มๆๆ เราก็แอบเห็น Ino เหล่มามองป้ายเหมือนกัน (ง่าาา...ขอโทษนะโนะ ถ้าป้ายไฟราคามันไม่สูงขนาดนี้ ก็คงทำให้โนะด้วยแน่ๆ 555+) เพราะยังไงยอมเสียเงินแล้ว ก็ขอเชียร์พี่ J คนเดียวละกัน
 
 
แล้วหลังจากนั้น ขอบอกว่า เราแทบไม่ได้หันไปมองใครอีกเลย!!! สายตาเราจ้องอยู่แต่พี่เจ ซึ่งเขาก็มองสบตากับเราตลอด เป็นระยะเรื่อยๆ ทั้งส่งยิ้ม เล่นลิ้น ทำหน้าเซ็กซี่ใส่เรา (แทบขาดใจตายอยู่ตรงนั้น!!) แล้วพี่เจก็ท่าทางชอบป้ายไฟมาก เพราะป้ายของเพื่อนเรามีปัญหานิดหน่อยตรงสวิตช์เปิดปิด มันอยู่ใกล้ที่จับมากเกินไป ดังนั้นเวลาๆ เต้นๆ มือมักไปโดนปิด 
 
 
พี่เจมีการชี้ๆ มาบอกให้เปิดไฟด้วย เขาดูอยู่นะ (ต๊ายย!! บ้าป้ายอย่างแรง) 555+ จากนั้นพี่เจก็เริ่มแจกปิ๊กเป็นระยะ หลายครั้งที่เราตะโกนขอและสบตาเขา ซึ่งเขาก็พยายามจะโยนมันมาให้เรา แต่แรงแกคงดีเกินไป ไปซะไกลเราเลย ไปตกแถวหลังเราซะเยอะเลย 555+ ซึ่งมีอันหนึ่งพี่เจแกพยายามโยนเบาๆ ซึ่งก็เบาเกินอีก ดันตกข้างในรั้ว Foot in mouth เพื่อนเราก็พยายามให้สตาฟที่อยู่ข้างใน หยิบมาให้ ซึ่งเราก็หน้าด้านบอกกับเพื่อนไปตรงๆ ว่า "เฮ้ย! กุขอเถอะนะ" ซึ่งเพื่อนเราก็ยอม 
 
 
 photo 426150_482165258485826_284146045_n_zps5cbb5914.jpg
 
 
คืออารมณ์ตอนที่เรายืนอยู่ต่อหน้าเขา ตามองตา รู้สึกเหมือนตัวเองฝันไปป่าววะ ? นี่เราเจอผู้ชายที่เราปลื้มมาทั้งชีวิตแล้วเหรอ? (อย่านับอิตอนที่เผลอไผลไปหลงคนอื่น 555+ แต่พี่เจก็ยังเป็นคนเดียวที่เรายังนึกถึงและไม่ลืมไปจากสารบบคนบ้าดารา 555+) 
 
 
เรายืนจ้อง และมองตามเขาไปทุกที่ ที่เขาเดินไป ซึ่งเขาก็มองตอบมาตลอดเวลา จนผ่านเข้าสู่ช่วง Encore หนุ่มๆ ทั้ง 5 ต่างเข้าไปพักกินน้ำ ปั้มออกซิเจน กันประมาณ 15 นาทีได้ ทั้ง 5 หนุ่ม ออกมาพร้อมผ้าขนหนูพาดไหล่คนละผืน 
 
 
ซึ่งผ้าขนหนูพวกนั้นเอามาแจกแฟนๆ แน่ๆ เราก็เลยรีบชูป้ายไฟ แล้วพยักหน้าให้พี่เจ แบมือ และขอให้เขามอบผ้าขนหนูผืนนั้นให้เรา ซึ่งพี่เจก็พยักหน้ารับ ประมาณว่า "ยอมแล้วจ้า แพ้ใจ อุตส่าห์เตรียมป้ายไฟมาขนาดนี้" 5555+ พี่เจก็เลยพยักหน้าให้เราเดินไปข้างหน้า แล้วก็ขว้างผ้าขนหนูให้เราตรงๆ แบบไม่ต้องยื้อแย่งกะใคร ซึ่งก็คงไม่มีใครมายื้อแย่งกะเรา (แย่งสิ กุจิกหัวตบ) เพราะสายตาและท่าทางพี่เจ เขาบอกแล้วว่า "ต้องการให้เรา" 
 
 
วินาทีนั้นบอกตรงๆ เหมือนหัวใจจะหยุดเต้น นี่เราได้ของจากมือเขาเลยเหรอเนี่ย ? และเขาก็ตั้งใจให้เราด้วย ไม่ใช่ว่าโยนมั่วๆ มา แล้วเราคว้าได้ แต่เขาปาลงมาให้เราจริงๆ!!! 
 
 
ในเมื่อเราได้ผ้าขนหนู เราจึงยอมมอบปิ๊กของพี่เจให้เพื่อนเรากลับคืนไป เพราะถึงยังไง ก็ชอบพี่เจเหมือนกัน มีอะไรก็แบ่งปันกันไป 555+
 
 
เราอยู่ตรงนั้นกัน 5 คน ได้ปิ๊กมา 2 อัน อันนึงของพี่เจ อีกอันของอิโนะ ซึ่งก็แบ่งๆ กันไป พยายามจะขออีกสองอัน เพื่อให้เพื่อนอีก 2 คนได้มีของที่ระลึกกลับบ้าน แต่พี่เจโยนปิ๊กทีไร เลยหัวเราไปทุกที Foot in mouth ส่วนโนะก็ไม่ค่อยยอมแจกปิ๊กเท่าไหร่ โยนอยู่ไม่กี่อัน
 
 
คอนเสิร์ตเล่นอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งก็เป็น 2 ชั่วโมงที่คุ้มค่ากับการรอคอยสุดๆ แต่บอกตรงๆ เวลาแค่ 2 ชั่วโมงก็ยังไม่อาจชดเชยกับเวลาที่พวกเขาปล่อยให้เรารอคอยมาอย่างยาวนานเป็น 10 ปีได้ ดังนั้น LUNA SEA พวกคุณจะต้องกลับมาเล่นที่เมืองไทยอีกนะ!!!!!!!!! ได้โปรด!!!!!!! Tongue out
 
 
 photo 600546_482349995134019_1093350007_n_zps9014b0c0.jpg
แล้วกลับมาอีกนะคะเฮียยย~
 
ดังนั้นเมื่อฝันครั้งนี้สิ้นสุดลง พวกเราก็ยังเริ่มต้นความฝันครั้งใหม่กันได้ นั่น LUNA SEA Live in Bangkok ครั้งที่ 2!!  แม้คราวนี้คนจะไม่เต็มอิมแพคอารีน่า แต่ก็เยอะพอที่เสียงกรี๊ด เสียงเฮ จะดังสนั่น น่าจะเป็นกำลังใจให้หนุ่มๆ ทั้ง 5 พิจารณาการกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง! เนาะ ~
 
 
 photo 734643_4924868791987_1851675870_n_zpsec41aced.jpg
นี่คือผ้าขนหนูที่เราได้ Wink ด้านข้างเขียนคำว่า OSAKA JO HALL 
 
 
 
คลิปนี้มีช็อตที่พี่เจโยนผ้าขนหนูให้เราด้วยแหละ อิคนที่ติดดอกไม้สีเขียวไว้บนหัว 555+